Supeeranut さんのプロフィールNaMiフォトブログリストその他 ツール ヘルプ

Kaveewat Supeeranut

職業
所在地

NaMi

I'm a Dreamer, The Escaper of the Truth.
全 11 枚中 1 枚目
10月5日

วิธีขึ้นค่าตัว สำหรับคนทำงาน

วิธีขึ้นค่าตัว สำหรับคนทำงาน     
 
เคยสงสัยหรือไม่ว่าบางคนเป็นเพื่อนกัน เรียนมาด้วยกัน เริ่มงานด้วยเงินเท่ากัน ความสามารถก็พอๆกัน แต่พอเวลาผ่านไป4-5ปี ทำไมรายได้ต่างกันฟ้ากับเหว เค้าทำได้อย่างไร ส่วนนึงก็คือ ......โอกาสแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน (เด็กเส้นก็มีโอกาสมากหน่อย)
ดังนั้นอย่ามัวแต่ท้อแท้ปลงตก รอโอกาส วาสนา มาเกย ตัวเรานี่แหละต้องสร้างโอกาสให้กับตัวเอง เสาะหาความสามารถ ความรอบรู้ในงาน มาใส่ไว้ในตัวเองให้มาก จนเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า
 
ขั้นแรก หาประสบการณ์ อย่าเพิ่งไปสนใจค่าจ้าง (เพื่อความสบายใจ ให้คิดเสียว่าเงินเดือนที่เหลือน้อยนิด เนื่องจากจ่ายค่าซื้อประสบการณ์ไป )
ทำทุกอย่างที่เค้าใช้ ( เน้น ทำอย่างดี และเสมอต้นเสมอปลาย )สนใจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงาน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงหรือทางอ้อม หรืออักนัยหนึ่งคือศึกษาระบบงานนั่นแหละ ก่อนงานชิ้นนี้จะมาถึงเรา เริ่มต้นอย่างไร ผ่านขบวนการอะไรมาบ้าง เสร็จจากเราแล้วส่งไปไหนจนจบกระบวน เมื่อถึงขั้นนี้แล้วเราย่อมเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า
เมื่อเรามั่นใจว่าความรอบรู้และความสามารถของเราเป็นที่ยอมรับ แล้ว เราคือคนนึงที่มีความสำคัญกับบริษัท ก็รอดูตอนประเมินผลงานประจำปี แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็ถึงขั้นที่สอง
 
ขั้นที่สองเจรจาต่อรองขอขปรับขึ้นเงินเดือน ไม่ต้องรอใครแล้ว ตัวเราเองนี่แหละที่จะมอบโอกาสให้ตัวเอง แต่ราคาเสนอต้องสมน้ำสมเนื้อ อย่าเวอร์ ศึกษาราคาตลาดด้วย
แต่จากประสบการณ์
 
สถานที่เราใช้เรียนเพื่อหาประสบการณ์ มักไม่ใช่สถานที่ทำเงิน อาจจะด้วยความคุ้นเคยเห็นกันมาแต่แรกที่เรายังอ่อนหัด
สัจธรรมของโลกแห่งมนุษย์งาน มักเชื่อถือคนนอกมากกว่าคนใน
โดยมากมักจะต้องมองหาที่ปรับระดับจากองค์กรอื่น เราจะสามารถเจรจาต่อรองได้มากกว่า
อย่ากลัวที่จะต้องออกไปเผชิญโลกกว้าง เพราะทุกที่ของโลกใบนี้คือสถานที่ศึกษาอันยิ่งใหญ่
10月3日

Zatch Bell

Zatch Bell - -  http://th.wikipedia.org
กัชเบล
ชื่อไทย กัชเบล
ชื่อญี่ปุ่น 金色のガッシュ!!
ชื่ออังกฤษ Zatch Bell!
ประเภท โชเน็น
แนว แอคชั่น, ผจญภัย, ตลก, แฟนตาซี
หนังสือการ์ตูน
ผู้แต่ง มาโคโตะ ไรคุ
สำนักพิมพ์ Flag of ญี่ปุ่น โชงะกุกัง
Flag of ไทย สยามอินเตอร์คอมิกส์
นิตยสาร Flag of ญี่ปุ่น โชเน็นซันเดย์
ตีพิมพ์เมื่อ 18 พฤษภาคม 25442552
จำนวนเล่ม 32 เล่ม
ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์
ผู้กำกับ เท็ตสึจิ นากามูระ >> ยูคิโอะ ไคซาวะ
ออกแบบตัวละคร เคน โอสึกะ
ผลิตโดย โตเอแอนิเมชัน
ฉายทาง Flag of ญี่ปุ่น ฟูจิทีวี
Flag of ไทย โมเดิร์นไนน์ทีวี
ฉายครั้งแรก 6 เมษายน 254626 มีนาคม 2549
จำนวนตอน 150 ตอน
 
เนื้อเรื่อง

ทากามิเนะ คิโยมาโระ นักเรียนมัธยมปลายอัจฉริยะ แต่ไม่มีเพื่อนและไม่ยอมไปโรงเรียน วันหนึ่งพ่อของเขา ทากามิเนะ เซย์ทาโร่ ได้พบเด็กชายคนหนึ่งชื่อ กัช เบล มาจากป่าในประเทศอังกฤษ ซึ่งภายหลังจากที่กัชได้รับความช่วยเหลือ กัชไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลืออยู่ แต่กัชก็ขอเสนอตัวตอบแทนบุญคุณเซย์ทาโร่ เซย์ทาโร่เลยขอให้กัชไปดูแลคิโยมาโระ ช่วยอบรมให้คิโยมาโระสามารถหาเพื่อนได้

เมื่อคิโยมาโระได้กัชมาร่วมบ้าน กัชก็พยายามที่จะหาทางให้คิโยมาโระผูกมิตรกับเพื่อนร่วมห้อง แต่ในขณะเดียวกันคิโยมาโระได้พบว่ากัชสามารถปล่อยพลังไฟฟ้าออกมา หลังจากเอ่ยคำออกมาขณะกำลังถือหนังสือสีแดงที่กัชพกติดตัวเป็นประจำ คิโยมาโระได้รับรู้เรื่องราวว่ากัชเป็นเด็กปีศาจที่เกี่ยวข้องกับศึกราชาโลกปีศาจ ที่จะส่งเด็กปีศาจ 100 ตนมายังโลกและต่างก็ต้องสู้และเผาหนังสือของปีศาจตนนั้นๆ โดยคนที่เหลือคนสุดท้ายจะได้เป็นราชา

ในตอนแรกกัชไม่เข้าใจความหมายของการเป็นราชา แต่หลังจากการผ่านการต่อสู้มากมาย เขาก็ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นราชาที่อ่อนโยน ร่วมมือกับคิโยมาโระออกต่อสู้และรวบรวมเพื่อนพ้องและหยุดเหล่าปีศาจที่จะใช้ชีวิตของมนุษย์มาใช้ในการเอาชนะปีศาจตนอื่นๆ

 ตัวละครตัวละครหลัก

ดูรายละเอียดที่ ตัวละครหลักในเรื่องกัชเบล

  • กัช เบล / ทากามิเนะ คิโยมาโระ
  • ทีโอ / โออุมิ เมงุมิ
  • บราโก้ / เชอรี่ เบลมอนด์
  • แคนโจเม่ / ปัลโก ฟอลโกเร่
  • ม้าเหล็ก (ชไนเดอร์) / กัฟก้า ซันบีม
  • โกม / มีล
  • เคลียร์โน๊ต / วีโน่

[แก้] ตัวละครรอง

[แก้] หว่องเล / ลีเอน

สีหนังสือ ม่วง
หว่องเล (ウォンレイ) 
เป็นปีศาจที่สวมเสื้อเหมือนกับนักกังฟู ดูจากภายนอกอายุประมาณ 17 ปี สูงประมาณ 175 ซม. มีความสามารถในการต่อสู้ด้วยมือเปล่าซึ่งลีเอนเป็นคนสอนให้ ในตอนแรกเขาถูกพ่อลีเอนจับไปขังไว้เพื่อให้ไม่ให้เขามายุ่งเกี่ยวกับลีเอน ซึ่งหว่องเลก็ยอม เพราะเขาเองก็รักลีเอนและยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลีเอน แม้กระทั่งต้องปลุกฟาอูโด้ที่จะทำลายคนทั้งโลกก็ตาม
ลีเอน (リィエン) 
อายุ 16 ปี เลือดกรุ๊ป O เกิด 4 มีนาคม สูง 165 ซม. หนัก45กก.
ลูกสาวของเจ้าพ่อในฮ่องกง ในตอนแรกได้ขอให้คิโยมาโระกับกั๊ชไปช่วยหว่องเลออกมา ตอนที่เธอได้พบกับหว่องเลเธอก็รักเขาและจะทำให้เขาขึ้นเป็นราชาให้ได้ ลีเอนเองก็มีฝีมือในการต่อสู้
[แก้] มนต์ของหว่องเล
  • เรลด์: มนต์พื้นฐานของหว่องเล สร้างโล่แก้ว บริเวณมือ
  • เรดรุก: มนต์พื้นฐานของหว่องเล เพิ่มพลังขาของหว่องเล
  • โก เบาเรน: มนต์ที่เสริมพลังที่มือ มีความรุนแรง
  • กันส์ เบาเรน: มนตร์ที่เหมือน "โก เบาเรน" แต่ยิงเพิ่มเป็นจำนวนมาก (เป็นลูกเล็ก เล็ก)
  • โก เรดรุก: มนต์ที่เหมือน "เรดรุก" แต่รุนแรงกว่าใช้สำหรับการเตะ
  • กัล เรดรุก: เป็นมนต์ที่ทำให้หว่องเลหมุนตัวอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้าม
  • ราโอ ดีเบาเรน: เรียกเสือขาวออกมาโจมตีฝ่ายตรงข้าม
  • โก เรลด์: เหมือน"เรลด์" แต่แข็งแกร่งกว่า
  • ดีโอ เรดรุก: มนต์เหมือน"โก เรดรุก" แต่รุนแรงกว่ามาก
  • กาโฟ ดีเบาเรน: เรียกเสือขาวตัวใหญ่มาโจมตี ด้วยการพุ่งชน
  • ราโฟ ดีเบาเรน: เรียกเสือขาว ออกมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้รุนแรงด้วยอุ้งมือ
  • โกไรโอ ดีเบาเรน: เรียกเสือขาวตัวมหึมาคล้าย "ราโอ ดีเบาเรน" แต่รุนแรงกว่ามาก

[แก้] คิด / ดร.ปริศนา

สีหนังสือ เทา
คิด (キッド) 
เด็กปีศาจที่น่าจะมีร่างกายเป็นเครื่องจักร ดูจากภายนอกอายุประมาณ 7 ปี เชื่อทุกคำที่ ดร.ปริศนาพูด หนังสือของเขาถูกเผาขณะกำลังต่อสู้กับเบลกิม ค.ก.
ดร.ปริศนา (ナゾナゾ博士) 
ชายแก่ที่ดูเหมือนจะรอบรู้ทุกเรื่อง อายุ 67 ปี ในอดีตเคยเป็นหมอและผ่าตัดหลานชายของตนเองล้มเหลว จึงหมกตัวอยู่ในห้องกับกองหนังสือมากมายเพราะเจ็บใจที่ตัวเองมีความรู้แต่ช่วยน้องชายไม่ได้ พอได้เจอกับคิดจึงออกเดินทางและให้คำแนะนำกับเหล่าปีศาจถึงความลับของมนต์ในหนังสือ
[แก้] มนต์ของคิด
  • เซกัล: มนต์ยิงลำแสงออกมาจากปากของคิด
  • เซลเซน: มนต์ยิงหมัดสองข้างของคิดออกไป
  • เซบรุ้ก: มนต์แยกชิ้นส่วนของคิด โดยจะแยกส่วนตัวกับขาออกจากกัน
  • กันส์เซกัล: มนต์ที่ยิงกระสุน โดยยิงจากปากของคิด
  • เซกัลก้า: เซกัลที่ได้รับการพัฒนา มีพลังโจมตีและลำแสงที่ใหญ่ขึ้น
  • อัมเซกัล: มนต์เปลี่ยนแขนข้างหนึ่งของคิดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้โจมตี
  • โกบรุ้ก: มนต์เรียกคิดจิ๋วจำนวนมากออกมาจากปากของคิด โดยคิดจิ๋วนั้นจะเกาะที่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเหนียวแน่น
  • กีกาโนเซกัล: มนต์เซกัลก้าที่ได้รับการพัฒนา โดยจะทำการยิงลำแสงขนาดยักษ์ออกมาจากส่วนตัวซึ่งเปลี่ยนเป็นปืน
  • ราเจียเซลเซน: มนต์เซลเซนที่ได้รับการพัฒนา โดยคิดจะประกบมือสองข้างแล้วยิงเป็นจรวดยักษ์ออกไป
  • มิกอลโอ มะ เซกัลก้า:มนต์ที่ยิงเทพที่เป็นเครื่องจักรออกมา มีขนาดใหญ่มาก เป็นมนต์สุดท้ายที่แกร่งที่สุดของคิด

[แก้] เซออน / ดิวโฟ

หนังสือสีเงิน
เซออน  
พี่น้องฝาแฝดของกัช มีความเคียดแค้นและเกลียดชังกัช เนื่องจากกัชได้เป็นผู้ใช้มนต์บาโอ ความแรงในการใช้มนต์ต่างกันถึง 10 เท่าทั้งที่เป็นมนต์บทเดียวกัน ในภาค 3 เซออนสามารถชิงฟาอุโด้มาจากลีโอได้อย่างง่ายดาย ในภาคมังงะถูกบาโอ ซาเกลก้าของกัชจนกลับโลกปืศาจ และกลับใจเป็นคนดี
ดิวโฟ  
ชายปริศนาผู้มีพลังเหนือมนุษย์ สามารถค้นหาคำตอบของสิ่งที่ต้องการรู้ได้ในเวลาสั้นๆ ซึ่งความสามารถนั้นได้ถูกเรียกว่า"Answer Talker" ในอดีตถูกแม่แท้ๆขายให้กับนักวิทยาศาสตร์
[แก้] มนต์ของเซออน
  • ซาเกล: เรียกสายฟ้าโจมตีโจมตีใส่ศัตรู
  • ซาเกลก้า: กระแสไฟฟ้ารวมเป็นเส้นตรงแล้วยิงออกไป
  • เทโอ ซาเกล: ปล่อยสายฟ้ารุนแรงขนาดยักษ์ออกมาโจมตี
  • จาวโร ซาเกลก้า: สร้างวงแหวนไฟฟ้าแล้วปล่อยสายฟ้าขนาดใหญ่เป็นเส้นตรงหลายเส้นโจมตีใส่
  • บัลกิลด์ ซาเกลก้า: เรียกสายฟ้าลงมาผ่า สามารถทำให้ ปีศาจตัวไหม้เกรียมได้ในทีเดียว
  • ชีกาดีลัส อูล ซาเกลก้า: เรียกเทพสายฟ้าออกมาชาร์จพลังสายฟ้าแล้วยิงสายฟ้าขนาดใหญ่ เป็นมนต์ที่แรงที่สุดของเซออน
  • ซอลด์ ซาเกลก้า: เปลี่ยนพลังไฟฟ้าให้เป็นดาบสายฟ้าฟาด
  • กันเรย์ ซาเกล: เรียกแหวนไฟฟ้า ออกมาปล่อยกระสุนไฟฟ้าหลายนัด
  • เรด ดีลัส ซาเกลก้า: เรียกโยโย่สายฟ้า ขนาดใหญ่ ออกมา สามารถบังคับได้
  • ราจา ซาเกล: ใช้ชาเกล รอบตัว หรือสำหรับโจมตีที่หนึ่งที่
[แก้] มนต์ของเซออนที่มีเฉพาะในเกม
  • จิเกลด์: ทำให้คู่ต่อสู้ขยับตัวไม่ได้ชั่วขณะ
  • ราชิลด์ : เรียกโล่ออกมา และ สะท้อนกลับได้พร้อมกับมีสายฟ้าติดมาด้วย
  • เทโอ ซาเกลก้า: เรียกมังกรไฟฟ้าเงินขนาดใหญ่ ออกมาโจมตี เป็นมนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเซออนในเกม

[แก้] โซฟีส / โกโก้

โซฟีส 
เป็นปีศาจที่สามารถควบคุมจิตและและปรับเปลี่ยนจิตใจของฝ่ายตรงข้ามได้ เมื่อเธอรู้ว่าต้องจับคู่กับโกโก้ เธอจึงใช้พลังของเธอบงการจิตใจของโกโก้และให้เธอมาร่วมต่อสู้ด้วย แต่ท้ายที่สุดเธอก็แพ้บราโก้กับเชอรี่ เธอเป็นผู้นำในการปลุกเหล่าปีศาจเมื่อ 1,000 ปีก่อน โดยใช้ชื่อว่าลอร์ด โดยเธอทำการจับตัวทายาทของคู่หูของปีศาจตนนั้นๆมาทำการปรับจิตใจให้สามารถใช้มนต์ได้
โกโก้ 
เพื่อนสนิทที่สุดของเชอรี่ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะธรรมดา จึงมักถูกคนอื่นๆดูถูก แต่เธอยังเข้มแข็งอยู่จนกระทั่งสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย แต่เธอก็ถูกโซฟีสบังคับจิตใจให้เข้าต่อสู้ ภายหลังที่โซฟีสแพ้ โซฟีสได้ลบความทรงจำในช่วงที่เธอพบกับโซฟีสจนหมด แต่เธอก็ยังคงรู้สึกอยู่ว่าเธอได้กระทำสิ่งชั่วร้ายลงไป

[แก้] มนต์ของโซฟิส

  • ราดอม : ยิงลูกบอลระเบิดใส่คู่ต่อสู่
  • เทโอ ราดอม: ยิงหินเพลิงใส่ศัตรู
  • ลอนด์ ราดอม:แส้ไฟเมื่อโดนกะทบกับอะไรก็จะระเบิด
  • กีกาโน ราดอม:เหมือนราดอมแต่รุนแรงกว่า
  • กีก้า ราโด ชิลด์:สร้างโล่ไฟป้องกันการโจมตีของศัตรู
  • ดีโอก้า เทโอราดอม: มนต์ที่แรงที่สุดของโซฟีส คือการยิงเทโอราดอมขนาดมหึมา
  • ออลก้า ราดอม: โจมตีเป็นพลังงาน รูปร่างยาวๆ รุนแรงกว่าเทโอราดอม
  • ดีกันส์ เทโอ ราดอม : ยิงเทโอราดอมที่มี หลายลูกตกลงมาจากฟ้า

[แก้] บารี่ / กุสต๊าฟ

สีหนังสือ น้ำเงินเข้ม
บารี่ 
เป็นปีศาจขนาดตัวเท่ากับผู้ใหญ่ สวมเสื้อลักษณะคล้ายเสื้อคลุมยาว เป็นคนที่ชอบการต่อสู้อย่างมาก แต่บางครั้งก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการต่อสู้ จนได้มาพบกับกั๊ชซึ่งทำให้เขาเข้าใจถึงคำถามที่ว่าจะเป็นราชาแบบไหน บารี่เป็นปีศาจที่แข็งแกร่งและอึดมาก เมื่อผนวกกับความสุขุมของกุสต๊าฟ เจ้าของหนังสือของเขา จึงทำให้เขาเป็นปีศาจที่เก่งมากคนหนึ่ง
กุสต๊าฟ 
เจ้าของหนังสือของบารี่ เป็นคนสุขุมและมีปัญญา บางครั้งเวลาท่องมนต์จะเก็กท่าไปด้วย หลังจากการต่อสู้กับกั๊ช เขาก็สอนให้บารี่รู้จักเรียนรู้ว่าจะเป็นราชาแบบใด
[แก้] มนต์ของบารี่
  • โซนิส: มนต์พื้นฐานของบารี่ เมื่อใช้งานจะยิงคลื่นพลังออกมาจากเขา สามารถดัดแปลงการใช้งานโดยหมุนเขาไปข้างหลังจะสามารถใช้เป็นไอพ่นสำหรับบินได้
  • กัลโซนิส: เมื่อใช้งานบารี่จะกางแขนและหมุนตัว สามารถลอยหรือบินได้ด้วยมนต์นี้ บางครั้งกุสต๊าฟจะจับขาบารี่ไว้และหมุนไปด้วยกัน
  • ดอลโซนิส: มนต์สร้างคลื่นพลังงานไว้ที่มือสำหรับโจมตี
  • โซลชิลด์: มนต์ป้องกัน เมื่อใช้จะสร้างโล่ขึ้นมาสำหรับป้องกัน มีพลังป้องสูงถึงขนาดรับการโจมตีของบาโอซาเกลก้าได้ด้วย
  • กีกาโนโซนิส: มนต์ไม้ตายของบารี่ที่จะปล่อยคลื่นพลังงานขนาดยักษ์ออกมาจากเขา
  • อาราดอมโกโซนิสเมื่อต่อยคู่ต่อสูแล้วท่องมนต์คู่ต่อสู่จะถูกคลื่นพลังโจมตีใส่
  • อัม รา โซรุก:รับพลังโจมตีของคู่ต่อสู่แล้วโยนใหคู่ต่อสู่
  • ดีโอก้าโซนิกดอน: คลื่นพลังงานรุนแรงขนาดยักษ์รุนแรงกว่า กีกาโน โซนิส
  • โก โซลชิลด์: มนต์ป้องกันเหมื่อน โซลชิลด์ แต่แข็งแกร่งกว่า
  • ดีกัลดอลโซนิส: สามารถทำให้บารี่หมุนตัวเหมื่อนสว่านโจมตีศัตรได้

[แก้] ปาตี้ / อุลล์

ปาตี้ 
เด็กปีศาจหญิงที่รักกั๊ชข้างเดียว หน้าตาน่ารัก แต่เวลาโกรธจะหน้าตาโหดร้าย มีคำพูดเวลาโกรธคือ "ก็อดแดม" เป็นคนชอบกินโดยเฉพาะของหวานแต่ไม่อ้วนเลย ภายหลังได้เป็นมิตรกับกัช ถูกเดมอลท์ 1 ใน 4 ปีศาจจตุรเทพเมื่อพันปีก่อน เผาหนังสือ
อุลล์ 
ชายที่มาจากครอบครัวที่ยากจน จนมาพบกับปาตี้และใช้พลังของเธอหาเงินให้กับพี่น้อง เขาเป็นคนที่ไม่มีลูกตาดำและมักพูดคำว่า "ไม่ไหว ไม่ไหว"
[แก้] มนต์ของปาตี้
  • อัคล์: มนต์พื้นฐานที่ใช้แส้น้ำโจมตีฝ่ายตรงข้าม
  • อัคล์ก้า:อัคล์ที่ยิงเป็นเส้นตรง
  • อาชิลด์: มนต์โล่น้ำที่สามารถดูดกลืนพลังงานไฟฟ้าได้
  • อัคสเพรด: ใช้คู่กับอาชิลด์ จะเป็นการสั่งให้น้ำโจมตีไปที่ฝ่ายตรงข้าม
  • ออลตร้าอาครอน: มนต์เรียกแส้น้ำหลายอันแล้วใช้ฟาดและควบคุมได้ สามารถดูกลืนพลังไฟฟ้าได้
  • กันส์อัคล์: มนต์ยิงกระสุนน้ำ
  • อัคล์กิโรโร่: มนต์ยิงใบมีดน้ำรูปโค้ง โดยยิงจากการสะบัดแขน
  • อาโครค์: มนต์ใช้น้ำเสริมเล็บมือและเท้าให้ปาตี้
  • สวอกิอัคล์: มนต์ไม้ตายเรียกมังกรน้ำขนาดยักษ์ออกมา พ่ายแพ้แก่ บาโอ ซาเกลก้า

[แก้] มอม็อน / ซิสเตอร์

มอม็อน 
เด็กปีศาจที่ทะลึ่งลามกแต่ในยามคับคันก็ช่วยอะไรได้เหมือนกัน กลับโลกปีศาจเพราะโดนโรดิวโจมตี
ซิสเตอร์(เอล ซีบัส) 
แม่ชีขี้กลัวแต่เป็นคนใจดีเป็นเจ้าของหนังสือมอม็อน(กลัวกระทั่งไซด์ ของทีโอ) เดินทางรอบโลกเพื่อหยุดการต่อสู้ของปิศาจ

[แก้] มนต์ของมอม็อน

  • อามูรอน: ทำให้มอม็อนยืดมือให้ยาวได้
  • อากราลุค: ทำให้มอม็อนดำลงดินได้
  • ออร่าโนโรจิโอ: ทำให้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามช้าลง ประมาณ8วินาที
  • มินเฟย์ มิมิลุค: ทำให้หูยืดออก ใช้สำหรับบิน
  • มิมิลูโอมิฟานอน: ทำให้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามหักเห
  • เฟย์มิวลุค: ทำให้วิ่งไปมาบนอากาศได้

[แก้] กัลดีโอ้ / เซาเซอร์

กัลดีโอ้ 
เด็กปีศาจที่เหมือนม้าเหล็ก เคยต่อสู้กับม้าเหล็กมาก่อนและแพ้ม้าเหล็กด้วยมนต์ ดีโอเอมฟ์ ชุครุค ของม้าเหล็ก แต่ได้มาเป็นพวกกับกัชเพื่อกำจัดฟาอูโด้ ในภาคมังงะเซาเซอร์เผาหนังสือของกัลดีโอ้(เนื่องจากเขาไปแช่แข็งในร่างปีศาจหัวใจในตัวฟาอูโด้จึงอาจทำให้กัลดีโอ้แข็งตายได้)ในตอนที่ 224
เซาเซอร์ 
เซาเซอร์บ้านเกิดอยู่ที่ มองโกล มีน้องอยู่หนึ่งคนจึงเป็นห่วงเอรี่เหมือนน้องสาว ?... ชอบการต่อสู้แบบแฟร์ๆจึงไม่ชอบการต่อสู้แบบจับกลุ่มแต่เอรี่สอนให้ได้รู้ถึงการต่อสู้แบบทีมเวิร์คและมิตรภาพ

[แก้] มนต์ของกัลดีโอ้

  • กีดรุก:มนต์เสริมพลังบทแรก เพิ่มความเร็วและพละกำลัง
  • โก กีดรุก:มนต์เสริมบทที่ สอง เพิ่มความเร็วและพละกำลังขึ้นกว่าเดิม
  • ดีโอกีกอล กีดรุก:มนต์เสริมพลังบทที่ สาม เพิ่มพลังและความเร็วมากที่สุด และสามารถควบคุมน้ำแข็งได้
  • ดีโอ กีโกริโอ กีดรุก:เป็นมนต์ที่แข็งแกร่งที่สุด สามารถแช่แข็งสิ่งต่างๆที่เข้าใกล้ได้ แต่อันตรายเพระอาจแช่แข็ง กัลดีโอ้ ได้จึงไม่ค่อยใช้นัก ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อกำจัดปีศาจหัวใจ

[แก้] เท็ด / จีส(จีโด้)

เท็ด 
เด็กปีศาจตัวเล็กแต่พละกำลังเยอะและมีมนต์เสริมพลังให้แข็งแกร่งขึ้นแต่ร่างกายรับไม่ไหว คอยตามหาเจริชทั่วโลก
จิส(จีโด้) 
เจ้าของหนังสือของเท็ด คอยช่วยเหลือเท็ดตามหาเจริช

[แก้] มนต์ของเท็ด

  • แดรกเนอร์ นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังบทแรกของเท็ดเป็นระดับอุ่นเครื่อง
  • เซกัลด์ นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังระดับสองของเท็ด
  • เติร์ด นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังระดับสา เพิ่มความเร็วและความแข็งแกร่ง
  • โฟลส์ นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังระดับสี่เพิ่มพลังและความเร็วขึ้นกว่าเดิม
  • ฟิฟธ์ นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังระดับห้าเพิ่มพลังและความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมแต่ร่างกายรับไม่ไหว
  • ดรากูนอน ดีโอ นักเกิ้ล:มนต์เสริมพลังระดับสุดยอดเพิ่มพลังให้แก่แขนขวาของเท็ด แต่ร่างกายรับไม่ค่อยไหวจึงไม่ค่อยใช้นัก

[แก้] อาส / เอรี่

อาส 
เด็กปีศาจผู้มีพลังแห่งดาบ ดาบของอาสสามารถดูดพลังได้ อาสพบเอรี่เป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงช่วยปกป้องเอรี่ทุกๆอย่าง โดยเรียกเอรี่เป็นเจ้านาย ส่วนตนเป็นซามูไร ในหลังจากกั๊ชได้เป็นราชาโลกปีศาจ อาสได้ไปช่วยสอนกั๊ชเรื่องกฎหมายในโลกปีศาจ ตระกูลของอาสเป็นตระกูลผู้คุมกฎที่โลกปีศาจ เขาฝากเอรี่ให้บอกถึงเจตจำนงของเขาให้แก่กั๊ชก่อนที่อาสจะสลายไป(ถูกเผาหนังสือโดยโกม ลูกน้องของเคลียร์ โน้ต)
เอรี่ 
เด็กผู้หญิงแต่มีนิสัยก้าวร้าวแบบผู้ชายแต่ที่จริงเป็นเด็กที่มีจิตใจดี เธอได้ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้ แต่ในภายหลัง หมอค้นพบวัคซีนฆ่าเชื้อไวรัสในร่างกายเธอได้ อาศัยอยู่ที่ฟินแลนด์

[แก้] มนต์ของอาส

  • ซอล:เพิ่มพลังให้ดาบ ถูกใช้งานตอนเอรี่ใช้หนังสือช่วยอาสจากปีศาจที่มาโจมตี
  • ซอลเซน:ยิงดาบใส่ศัตรู
  • โกซอลด์:เพิ่มพลังให้ดาบ
  • แจน จี ซอลด์:เรียกดาบสีแดงขนาดใหญ่
  • ซอลเซน:เพิ่มความแรงในการฟันของดาบ
  • โกดีม่าซอลด์:เพิ่มพลังให้กับดาบในระดับที่สูงกว่า โกซอลด์
  • อุลด์ ซอล์ด:เพิ่มความเร็วให้อาสซึงได้ผลในการต่อสู้ในระยะประชิด
  • เจลด์ มะ ซอลด์:เพิ่มพลังให้ดาบของอาสและสามารถฟันในระยะของการแกว่งดาบ
  • บัลบาลอสซอลดอน:เรียกดาบขนาดใหญ่ สามารถหักล้างกับบาโอซาเกลก้า(ด้านดี)ที่อัพเกรดด้วยซาเกิลเซม
  • แกน บาแกม ซอลดอน:เรียกดาบสีแดงขนาดใหญ่มาก ใช้สำหรับศัตรู 1 เป้าหมาย
  • วาลเซเร่ ออส มาลซอดอน:ชิ้นส่วนดาบของอาสจะแยกออกมาแล้วจะมีดาบออกมาพันเล่ม ซึ่งอาสบอกว่าเป็นมนต์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่แพ้มนต์ของโกม

[แก้] มิตร

[แก้] คอลล์ / ชิโอริ

สีหนังสือ ชมพู
คอลล์ 
เป็นเด็กปีศาจที่ไม่ต้องการการต่อสู้ แต่ถูกบังคับให้มาสู้ จึงถูกใส่มนต์และบุคลิกที่จะบังคับให้เธอต้องต่อสู้ เมื่อท่องมนต์เซลุค เธอจะเปลี่ยนร่างเป็นอีกคนหนึ่ง (คอลล์จะจำช่วงที่เปลี่ยนร่างไม่ได้) โดยตัวสูงขึ้น หน้าตาน่ากลัว และมีกรงเล็บเป็นอาวุธ เธอเข้าต่อสู้กับกั๊ชด้วยความบังเอิญ หลังจากที่เธอคืนสติมาเพราะกั๊ช เธอขอให้กั๊ชเผาหนังสือของเธอ แล้วบอกกั๊ชถึงการเป็นราชาที่อ่อนโยน ถ้ามีราชาที่อ่อนโยนก็จะไม่มีการต่อสู้แบบนี้อีก มีความเป็นไปได้ว่าเธอรู้จักกับกั๊ชมาก่อน (ตอนที่คอลล์เจอกั๊ชครั้งแรกเธอก็กำลังจะพูดชื่อกั๊ชขึ้นมา) เธอมีเพื่อนตุ๊กตาชื่อ "ทีน่า" ซึ่งชิโอริเป็นคนทำให้
ชิโอริ 
เป็นผู้หญิงที่ต้องการครอบครัวที่แท้จริง พ่อแม่ของเธอมีงานยุ่งตลอดจึงไม่อยู่บ้านและมักจะบอกให้ฝากข้อความไว้ที่กระดาน เธอชอบคอลล์และให้คอลล์เรียกเธอว่าพี่สาว และเธอรู้สึกว่าคอลล์คือครอบครัวที่แท้จริงของเธอ(ภายหลังจากคอลล์กลับโลกปีศาจ พ่อแม่ของเธอก็เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น)
มนต์ของคอลล์
  • เซลุค มนต์พื้นฐานของคอลล์ เมื่อคอลล์อยู่ในร่างปกติ มนต์นี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนร่างคอลล์ให้อยู่ในร่างสำหรับต่อสู้ โดยร่างสำหรับต่อสู้นั้นจะเป็นคอลล์อีกคนหนึ่ง กรณีที่เปลี่ยนร่างแล้วมนต์นี้จะเป็นการสั่งให้ใช้กรงเล็บโจมตี
  • เซลเซน มนต์ที่ชิโอริได้มาขณะกำลังต่อสู้กับกั๊ช เมื่อใช้คอลล์จะเก็บกงเล็บและยิงหมัดสองข้างในสภาพกำมือออกไป

[แก้] โยโปโป้ / เจม

สีหนังสือ เขียวอ่อน
โยโปโป้ 
เป็นเด็กปีศาจที่พูดได้แต่คำว่า "โยโปโป้" ชอบเต้นด้วยท่าประหลาดที่สามารถดึงดูดเหล่าปีศาจด้วยกันได้ เป็นเพื่อนกับเจมและชอบเจมแบบเพื่อนมากๆ จึงไม่ต้องการให้เธอได้รับอันตรายและออกไปต่อสู้เพียงลำพัง หนังสือของเขาถูกเผาหลังจากโดนมนต์เอลมูรอนของคิกรอป แต่หนังสือยังไม่โดนเผาจนหมดและยังสู้ต่อไป ถึงแม้เจมจะพยายามแล้วแต่ก็ยังดับไฟไม่ได้ทำให้ท้ายที่สุดโจโปโป้ก็เรียกชื่อเจมออกมา
เจม 
เจ้าของหนังสือของโยโปโป้ ภายหลังที่พ่อและแม่ถูกทำรายเพราะคิกรอป จึงไม่ต้องการให้คิกรอปกลับมา แต่โยโปโป้ต้องการล้างแค้นจึงเต้นเพื่อเรียกคิกรอปต่อไป ทำให้เจมเกลียดโยโปโป้ แต่ที่จริงแล้วเจมเองต้องการที่จะปกป้องโยโปโป้เหมือนกัน ตอนที่โยโปโป้จะหายไปเจมก็ได้บอกว่าชอบโยโปโป้มาก
มนต์ของโยโปโป้
  • มิเกล: มนต์พื้นฐานของโยโปโป้ ถูกใช้งานตอนที่เจมเล่าอดีตให้คิโยมาโระฟัง
  • โดเรมีเกล: มนต์ยิงคลื่นพลังออกมาจากปาก มีความรุนแรงสูงพอสมควร เมื่อยิงออกมาจะมีโน้ตดนตรีออกตามมาด้วย

[แก้] ล็อปปุส / อะโพโล่

สีหนังสือ ฟ้า
ล็อปปุส 
เป็นปีศาจตัวเล็กที่พูดได้แต่คำว่า "เก๋า" มีมนต์เรียกเชือกและตะขอเป็นพื้นฐาน หน้าตาและรูปร่างคล้ายกับเต่าทอง หนังสือของเขาถูกเผาหลังจากสู้กับเซออน ที่ใช้เพียงแค่ซาเกลอย่างเดียว
อะโพโล่ 
เจ้าของธุรกิจในอเมริกาที่อยากออกเดินทางเพื่ออิสระจนได้พบกับล็อปปุส เขามีความาสามารถในการสัมผัสรับรู้ถึงสิ่งต่างๆล่วงหน้า เขาไม่สนเรื่องการชิงตำแหน่งราชาใดๆทั้งสิ้น (ดูเหมือนทั้งสองจะเคยเจอโลบโนสแล้วครั้งหนึ่ง)
มนต์ของล็อปปุส
  • รีกรอน: มนต์พื้นฐานของล็อปปุส เมื่อใช้จะเรียกเชือกและตาขอออกมาจากมือ สามารถใช้จับ, โยนและจู่โจมด้วยวัตถุอื่นๆได้
  • รีโกรเชน: มนต์เรียกเชือกและฉมวกออกมาโจมตีฝ่ายตรงข้าม
  • ดีโน่รีกโนอ้อน: มนต์ไม้ตายที่เรียกโซ่และสมอขนาดยักษ์ออกมา ใช้จับวัตุหรือใช้โจมตีก็ได้

[แก้] แดนนี่ / กอลโด้

สีหนังสือ ม่วงเข้ม'
แดนนี่ 
เป็นปีศาจที่มีความกล้าและมีฝีมือในการต่อสู้ด้วยมือเปล่าจึงสามารถต่อสู้ได้แม้จะไม่มีมนต์โจมตี เขาได้รับความช่วยเหลือจากกกั๊ชและรับกั๊ชเป็นลูกน้อง แต่หลังจากนั้นหนังสือของเขาถูกเผาเพราะจำเป็นต้องช่วยทุกคนจากการโดนท่อทับและให้กั๊ชยิงซาเกลมาที่ท่อ
กอลโด้ 
เจ้าของหนังสือของแดนนี่ เป็นเจ้าผลงานรูปปั้นที่ชื่อ"เชมีร่า" ชอบเรียกแดนนี่ว่าแดนนี่บอย เพราะดูยังเป็นเด็กอยู่ หลังจากหนังสือถูกเผาแล้วกอลโด้ใช้จีโอลุคเพื่อฟื้นสภาพให้แดนนี่และบอกให้จงยืดอกกลับไปในอย่างภาคภูมิ
มนต์ของแดนนี่
  • จิโอลุค: มนต์รักษา ต่อให้แดนนี่ตายหรือบาดเจ็บแค่ไหน แดนนี่ก็จะสามารถรักษาตัวเองได้ด้วยมนต์นี้เสมอ

[แก้] อาชูลอน / ลีน วิซ

สีหนังสือ แดง
อาชูลอน 
เป็นปิศาจรูปร่างสูงใหญ่ ประมาณ 3 เมตร (เพราะสูงกว่าคิโยมาโระประมาณ 2 เท่า) ปรากฏตัวครั้งแรกเพื่อทดสอบดูว่ากั๊ชใช่คนที่คิดจะลบปิศาจทั้งหมดหรือไม่ในเล่มที่ 29 แต่ต่อมา(เล่มที่ 30) มีร่างที่แท้จริงโดยมีลักษณะคล้ายมังกรขนาดใหญ่กว่ารางเดิมหลายเท่า เป็น1ใน2เด็กอัจฉริยะเผ่ามังกร (อีก1ตนถูกบารี่เผาหลังสือ) ฝันอยากเป็นราชาที่ทำให้โลกปีศาจสามารถอยู่ร่วมกันได้ทุกเผ่าพันธุ์

ถูกเคลียร์โน้ตจัดการ แต่ก่อนจะหายไปได้ทำให้เคลียร์โน้ตบาดเจ็บหนักต้องใช้เวลารักษาถึง10เดือน

ลีน วิซ 
เป็นเจ้าของหนังสือของอาชูลอน สูงเท่าไหล่ของอาชูลอนในร่างปิศาจทั่วไป(ร่างคน)เรียกอาชูลอนว่านายท่าน
มนต์ของอาชูลอน
  • ดีกัล คลอว์: เปลี่ยนมือให้ขนาดใหญ่ขึ้นและมีกรงเล็บขนาดใหญ่ด้วย
  • ชินเฟย์ อุรุค: เร่งความเร็วในร่างมังกร เป็นมนต์ที่แรงที่สุด
  • ดีโอก้า โบลว: ปล่อยลูกไฟขนาดใหญ่ออกจากปาก
  • เทล ดีสกุรุก: เพิ่มขนาดของหางให้ใหญ่และปลายหางแหลมคมขึ้น
  • กันส์ โบลว: ปล่อยลูกไฟออกมาจากปากหลายๆลูกในครั้งเดียว
  • ดีโอก้า อัมกิรุค: เพิ่มพลังและขนาดที่บริเวณข้อมือเป็นรูปทรงคล้ายใบมีดแฉก
  • ดีชิลด์ ดราโกรุค: เปลี่ยนแขนเป็นโล่
  • เทโอ โบลว : ปล่อยไฟออกจากปาก

[แก้] เจริช / นิโคล

สีหนังสือ เหลือง
เจริช 
ปีศาจผู้หญิง ที่มีหยักศกสีเหลือง ใส่หมวกคลุมสีขาวใส่เสื้อสีแดง เป็นปีศาจที่เท็ดพลิกแผ่นดินตามหา เป็นเหมือนคนในครอบครัวของเท็ด และคอยดูแลเด็กๆในโลกปีศาจ ใช้มนต์เกี่ยวกับเพชรทับทิม ถูกเซออนใช้สายฟ้าทำให้เกิดความกลัว แต่สุดท้ายก็ชนะความกลัวได้แล้วถูกเซออนเผาหนังสือ
นิโคล 
เป็นเจ้าของหนังสือของเจริช เป็นผู้หญิงที่แต่แต่งตัวเป็นผู้ชาย เพราะผู้หญิงสองคนเดินทางด้วยกันมันอันตราย ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในเขตสัตว์ป่า
มนต์ของเจริช
  • โคฟาล: ยิงเพชรสีแดงออกมาได้ อนุภาคเบา
  • กาเร โคฟาล: ยิงโคฟาลออกมาได้หลายเม็ดในครั้งเดียว
  • โคฟาลก้า: ยิงโคฟาลที่พัฒนาแล้วออกมา
  • กันส์ โคฟาลก้า: ยิงโคฟาลก้าออกมาหลายเม็ดในครั้งเดียว
  • กีกาโน โคฟาล: ยิงโคฟาลลูกใหญ่ออกมาได้ พลังโจมตีสูง
  • ดีโอก้า โคฟาดอน: ยิงโคฟาลขนาดใหญ่มหึมา ออกมาได้ เป็นมนต์ที่แรงที่สุดของเจริช
  • กราด มะโคฟาล: เรียกปืนไรเฟิลที่ยิงเพชรออกมาได้มาโจมตีพร้อมกับกระจกอีก 2 บาน

[แก้] ศัตรู

[แก้] เรย์คอม / โฮโซกาว่า

สีหนังสือ ฟ้า
เรย์คอม 
เป็นเด็กปีศาจคนแรกที่พวกกั๊ชและคิโยมาโระเจอเข้าและทำการต่อสู้กัน เรย์คอมใช้พลังน้ำแข็งเป็นหลัก หนังสือของเขาถูกเผาหลังจากที่ใช้กิกอลแล้วถูกกั๊ชใช้ราชิลด์โต้กลับมา
โฮโซกาว่า 
อดีตคนขนส่งรถแช่งแข็งบริษัทปลาและพบเรย์คอมอยู่ในตู้แช่ หลังจากถูกไล่ออกและล่วงรู้ถึงความสามารถของเรย์คอม จึงใช้เรย์คอมสำหรับปล้นและขโมยทรัพย์สินต่างๆ เขามองเด็กปีศาจเป็นเครื่องมือและต้องการจะเอากั๊ชไปใช้ปล้นทรัพย์สิน
มนต์ของเรย์คอม
  • กิกอล: มนต์พื้นฐานที่ยิงน้ำแข็งออกจาก สามารถยิงออกจากปากของเรย์คอม หรือยิงลงดินและให้โผล่มาจากใต้ดินได้ด้วย
  • ฟรีสด์: มนต์แช่แข็งฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ขยับไปไหน โดยส่วนไหนของร่างกายที่สัมผัสพื้นจะโดนแช่แข็ง

 

7月12日

8 Child Prodigies So Amazing They'll Ruin Your Day

8 Child Prodigies So Amazing They'll Ruin Your Day

May 19, 2008

 

Ah, childhood. It's a magical time when you're still allowed to be a non-productive drain on society and not feel guilty about it. But while most of us spent our childhoods staring at cartoons over bowls of sugary breakfast cereal, some kids were more focused on things like composing symphonies, performing surgery or getting nominated for the Nobel Prize.

Here are some child prodigies who, to put it mildly, make us look like worthless turds.

#8.
Akrit Jaswal, Child Surgeon

This kid, India's youngest ever university student and physician, makes Doogie Howser look like an unmotivated slob. "Oh that's cute," you say. "They're letting him play doctor." Play nothing, this kid was performing operations when he was seven. He also has quite the pint-sized ego on him.

"People saw my potential and wanted to help me excel in life," Akrit has said. "I think they're of above average intelligence, but not as clever as me." Doesn't it just make you want to smack the little scamp?

Although if Akrit's current work on a cure for cancer turns out to be successful he can spend all day shouting about how smart he is into a golden megaphone for all we care. That said, Akrit has also claimed he's going to make a dinosaur, so we'll believe he has the cure for cancer when he rides down the street with it on a stegosaurus.

What we were doing at that age:
Through painstaking research held during recess we were discovering the difference between boys and girls (beside the other side's debilitating cootie levels of course). Also we knew that the Ninja Turtle Band-Aids totally made our scraped knees heal faster.

#7.
Wolfgang Amadeus Mozart

Some of you may have heard of this guy. Mozart is not only one of the greatest composers of all time, but probably history's most recognized child prodigy. There's not an elementary school music room that doesn't have a poster of Mozart up listing his early accomplishments in order to shame the kids into playing "Hot Cross Buns" on their recorders instead of using them as lightsabers or spitball cannons.

Mozart learned to play the piano at the age of four, composed his first pieces at five and at eight, an age when most us probably couldn't even name half a dozen musical instruments if asked, Mozart wrote his first symphony. Young Mozart was quite the little celebrity, but sadly the fate of child stars was about the same then as it is now as his tumultuous life would end up lasting a mere 35 years.

It's proof the universe is fundamentally unfair that Mozart died so young while today we still have to put up with Danny Bonaduce. That'll teach us to invent a cure for syphilis.

What we were doing at that age:
We didn't have time to be composing symphonies since we were too busy constructing our own instruments.


We called it a dandruffone

#6.
William James Sidis

Some consider William James Sidis the smartest man who ever lived, with an estimated IQ of 250 to 300. For the sake of comparison, you only have to have an IQ of 136 to be a mere run of the mill genius, and your average person is somewhere in the 85 to 115 range. Surprisingly pictures of Sidis reveal that his head was only marginally bigger than average and not a throbbing translucent beach ball-sized dome. Word is he wasn't even capable of shooting psychic death rays.

Sidis could read at 18 months, had written four books and was fluent in eight languages at age seven, gave a lecture a Harvard at nine and entered Harvard at 11. Despite his brilliance in the fields of mathematics and cosmology, we do have to question Sidis' intelligence in one key area as he took a vow of celibacy his entire life and likely died a virgin.

It's unfortunate because nothing gets the ladies hot and bothered like a dissertation on the theory of cosmological reversibility. Hell, Sidis could probably get a girl's panties off from across the room with the sheer power of his mind. A sad waste.

What we were doing at that age:
We entered 55378008 into our calculators so many times we'd burned it into the screen.

#5.
H.P. Lovecraft

One of the most influential horror writers of the 20th century, Howard Phillips Lovecraft learned to read at the age of two and was writing complex poetry by the age of six (we'd be especially impressed if he found a rhyme for "Cthulhu"). When not reading or writing, Lovecraft spent his childhood amassing enough crushing trauma that writing stories about the incomprehensible alien horror of the universe probably felt like a lighthearted escape.

Young Lovecraft was sickly and spent much of his childhood in bed, being told horror stories by his eccentric grandfather Whipple (whose ridiculous name was about as funny as Lovecraft's childhood got). Lovecraft's parents were proof lunatics attract, as his father was a syphilitic psychotic and his mother was a chronically depressed, frail, ghostly pale woman (she was likely being slowly poisoned by arsenic-based syphilis treatments).

His father would die paralyzed in an asylum, his grandfather would follow leaving the family destitute and then his mother would go, passing away in the same hospital Lovecraft's father died in to complete the tragedy trifecta. If all this wasn't bad enough every night when Lovecraft went to bed the very shadows around him would form into the monstrous black tentacles of a long lost burning-eyed god who would try to drag his body down to the depths of hell itself.

#4.
Okita Soji

Okita Soji, who lived in mid-1800s Japan, is a bit different than the rest of the names found in this article. While the other people listed here were remarkable because of their mental abilities, Okita Soji was a prodigy at kicking ass. When most of us were still struggling with cutting our own meat, Okita began learning advanced sword fighting techniques at age 9 and at the age of 12 he defeated a master swordsman in combat (legend has it he underestimated his young opponent, spending most of the battle pretending to steal Okita's nose).

Okita would officially become a master himself at age 18 and then become a founding member of the Shinsengumi, a legendary police force featured in TV, movies, comic books and video games in Japan to this day. While most of the guys on this list will make you feel stupid, Okita Soji isn't content unless he makes you feel like less of a man.

What we were doing at that age:
Our skill at beating on our siblings with cardboard tubes was legendary.

#3.
Kim Ung-yong

This Korean super-genius might just be the smartest guy alive today (he's recognized by the Guinness Book of World Records as having the highest IQ of anyone on the planet). Granted his record doesn't quite have the cachet of other Guinness records like "World's longest midget toss" or "Oldest male stripper", but it's still fairly impressive.

Kim entered university as a physics student at the age of three. We're not sure how many parties he got invited to at that age, but word has it nobody shotguns a juice-box like Kim Ung-yong. Later at the ripe old age of seven, Kim was invited to the United States by NASA to study, although to be honest we're guessing he was invited because they suspected him of being an alien.

What we were doing at that age:
Research on what different stuff does when you put it in the microwave began (a study that continues to this day).

#2.
Gregory Smith

Born in 1990, Gregory Smith could read at age two and had enrolled in university at 10. Yeah, we know what you're thinking, "So what? Enrolling in college before the age of 12 doesn't impress us anymore! Hell, compared to that Kim Ung-yong you just mentioned this Greg Smith kid seems like a bit of a dumbass."

So what makes Gregory Smith special enough to earn the prestige of being mentioned in a Cracked article?

Well, research shows that a lot of child prodigies are, to put it delicately, dicks. They tend to either know they're awesome and aren't afraid to flaunt it, or they're anti-social weirdos. Greg Smith, however, actually decided to put his intelligence towards the betterment of his fellow man though, founding an advocacy group for peace and children's rights.


Gregory may or may not be from the Village of the Damned

He met with Bill Clinton and Mikhail Gorbachev, spoke in front of the UN and was nominated in 2002 for the friggin' Nobel Peace Prize. Sadly he was beaten out for the honor by Jimmy Carter, possibly because of the final round where the contestants have to wrestle.

What we were doing at that age:
We dutifully sold candy bars to raise money for some damned cause or other, mostly by having Mom sell them at the office.

#1.
Pablo Picasso

The popular image of Picasso (who's full name was, seriously, Pablo Diego Jose Francisco de Paula Juan Nepomuceno Maria de los Remedios Cipriano de la Santisima Trinidad Martyr Patricio Clito Ruiz y Picasso) is of the artist in his later years when Picasso was a lovable mistress-hopping misogynist who created art so filthy it would make a construction worker blush. Well, assuming you could make out what was going on.

Picasso made art for most of his 91-year lifespan, and he got an early start. His artistic endeavors had to be briefly delayed until he learned to talk, but once that little hassle was out of the way he immediately insisted his father hand over his brushes and teach him to paint, and nobody says no to Picasso (a fact many a model in her early-20s would learn in later years).

Before the age of 12, Picasso had a total grasp of the fundamentals of art and was producing photo-realistic anatomical sketches, and in his teens he was already considered to be a mature artist who was producing significant works. In an ironic twist considering his amazing abilities as a youngster, as an old man Picasso largely took to drawing child-like pictures, often in crayon. But hey, he was Picasso, he could have taken to finger-painting in pudding and the pictures would still be selling for millions today.


Picasso's famous Kiss My Ass, I'm Picasso (1972)

What Ever Became of "Geniuses"?



 
 
 

What Ever Became of "Geniuses"?

 

Though Actress Judy Holliday specialized in playing dumb blondes, legend has it that she possessed a towering 172 IQ. Spiro Agnew says his is 135, which puts him well into the ranks of the intellectually superior. South Korea's Kim Ung-Yong, a 14-year-old prodigy who was speaking four languages and solving integral calculus problems at age four, is said to tip the mental scales at 210, worth a mention in the Guinness Book of World Records. Even Yankee Slugger Reggie Jackson brags as much about his IQ (he claims a 160) as his B.A. (his 1977 batting average was a solid .286).

Poor Reggie—nobody is all that impressed any more. The day is long past when the IQ was revered as some sort of magic number, affixed during childhood as an indelible, immutable badge of mental prowess or dullness. Instead, the whole IQ concept is under suspicion. Many school systems, including those in California and New York City, have abandoned IQ testing altogether. College admissions officers have little use for them. Neither do such competitive organizations as NASA, IBM or Phi Beta Kappa.

It was 72 years ago when a French psychologist named Alfred Binet first devised a test that attempted to measure a child's intelligence. Seeking a way to distinguish truly retarded students from laggards with hidden ability, Binet developed a series of exercises involving completion of pictures and the assembling of objects, as well as problems in math, vocabulary and reasoning. To score the test, an equation was devised that divided a child's mental age—as determined by the test —by his chronological age, thus producing an "intelligence quotient." If a six-year-old child was thinking like most other six-year-olds, for example, his IQ was 100. If he was thinking like an eight-year-old, his IQ was 133.

Today, close to 200 different tests are in use. They attempt primarily to gauge four abilities: verbal and numerical skills, spatial relations and reasoning. Of the four best-known tests (see chart), the Stanford-Binet is the closest to Binet's original; it takes as long as 1½ hrs., is administered to students individually, and results in a single IQ score. The Wechsler test, also given individually, reports an IQ score for both its verbal and nonverbal sections, as well as an overall figure. The Otis-Lennon, a group test, measures "general intelligence." (Sample question from the version for ten-year-olds: "What is the opposite of 'easy'?") The Culture Fair Intelligence Test concentrates more on the interpretation of diagrams; to avoid any cultural bias inherent in language, it employs no verbal questions at all.

세계 지성에 오른 천재소년

Above is Kim's pic in the present

Kim Ung-Yong (born March 7, 1963) is a Korean child prodigy. Kim was listed in the Guinness Book of World Records under "Highest IQ"; the book estimated the boy's score at about 210.[1]

He was able to read Japanese, Korean, German, and English by his third birthday. On November 2, 1967, at age 4, he solved an advanced stochastic differential equation. Later, on Japanese television, he demonstrated his proficiency in Chinese, Spanish,[citation needed] Vietnamese, German, English, Japanese, and Korean. Even in childhood, he began to compose poetry.

Kim was a guest student of physics at Hanyang University from the age of 3 until he was 6.[1]. At the age of 7 he was invited to America by NASA.[1]. He finished his university studies, eventually getting a Ph.D. in physics at Colorado State University [1] before he was 15. In 1974, during his university studies, he began his research work at NASA[1] and continued this work until his return to Korea in 1978.

When he returned to Korea, he decided to switch from physics to civil engineering and eventually received a doctorate in that field. Kim was offered the chance to study at the most prestigious universities in Korea, but instead chose to attend a provincial university.

As of 2007 he also serves as adjunct faculty at Chungbuk National University.

Despite such an incredibly high IQ, he displayed normal social skills as a child, something most prodigies struggle to develop.


Extraordinary People... May 07,2009

1. Kim Ung-Yong: Attended University at age 4, Ph.D at age 15; world's highest IQ



This Korean super-genius was born in 1962 and might just be the smartest guy alive today (he's recognized by the Guinness Book of World Records as having the highest IQ of anyone on the planet). By the age of four he was already able to read in Japanese, Korean, German, and English. At his fifth birthday, he solved complicated differential and integral calculus problems. Later, on Japanese television, he demonstrated his proficiency in Chinese, Spanish, Vietnamese, Tagalog, German, English, Japanese, and Korean. Kim was listed in the Guinness Book of World Records under "Highest IQ"; the book estimated the boy's score at over 210.

Kim was a guest student of physics at Hanyang University from the age of 3 until he was 6. At the age of 7 he was invited to America by NASA. He finished his university studies, eventually getting a Ph.D. in physics at Colorado State University before he was 15. In 1974, during his university studies, he began his research work at NASA and continued this work until his return to Korea in 1978 where he decided to switch from physics to civil engineering and eventually received a doctorate in that field. Kim was offered the chance to study at the most prestigious universities in Korea, but instead chose to attend a provincial university. As of 2007 he also serves as adjunct faculty at Chungbuk National University.


2. Gregory Smith: Nominated for a Nobel Peace Prize at age 12



Born in 1990, Gregory Smith could read at age two and had enrolled in university at 10. But 'genius' is only one half of the Greg Smith story. When not voraciously learning, this young man travels the globe as a peace and children’s rights activist.

He is the founder of International Youth Advocates, an organization that promotes principles of peace and understanding among young people throughout the world. He has met with Bill Clinton and Mikhail Gorbachev and spoke in front of the UN. For these and other humanitarian and advocacy efforts, Smith has been nominated four times for a Nobel Peace Prize. His latest achievement? He just got his driver license.


3. Akrit Jaswal: The Seven Year-Old Surgeon



Akrit Jaswal is a young Indian who has been called "the world's smartest boy" and it's easy to see why. His IQ is 146 and is considered the smartest person his age in India—a country of more than a billion people.

Akrit came to public attention when in 2000 he performed his first medical procedure at his family home. He was seven. His patient — a local girl who could not afford a doctor — was eight. Her hand had been burnt in a fire, causing her fingers to close into a tight fist that wouldn't open. Akrit had no formal medical training and no experience of surgery, yet he managed to free her fingers and she was able to use her hand again.

He focused his phenomenal intelligence on medicine and at the age of twelve he claimed to be on the verge of discovering a cure for cancer. He is now studying for a science degree at Chandigarh College and is the youngest student ever accepted by an Indian University.


4. Cleopatra Stratan: a 3 year old singer who earns 1000€ per song



Clepotra was born October 6, 2002 in Chisinau, Moldova and is the daughter of Moldovan-Romanian singer, Pavel Stratan. She is the youngest person ever to score commercial success as a singer, with her 2006 album La vârsta de trei ani ("At the age of 3"). She holds the record for being the youngest artist that performed live for two hours in front of a large audience, the highest paid young artist, the youngest artist to receive an MTV award and the youngest artist to score a #1 hit in a country ("Ghita" in Romanian Singles Chart).


5. Aelita Andre: The 2-year-old artist who showed her paintings in a famous gallery



The abstract paintings of emerging artist Aelita Andre have people in Australia's art world talking. Aelita is two (the works were painted when she was even younger).

Aelita got an opportunity to show her paintings when Mark Jamieson, the director of Brunswick Street Gallery in Melbourne's Fitzroy, was asked by a photographer whose work he represented to consider the work of another artist. Jamieson liked what he saw and agreed to include it in a group show.

Jamieson then started to promote the show, printing glossy invitations and placing ads in the magazines Art Almanac and Art Collector, featuring the abstract work. Only then did he discover a crucial fact about the new artist: Aelita Andre is Kalashnikova's daughter, and was just 22 months old. Jamieson was shocked and embarrassed but decided to proceed with the exhibition anyways.


6. Saul Aaron Kripke: Invited to apply for a teaching post at Harvard while still in high school



A rabbi's son, Saul Aaron Kripke was born in New York and grew up in Omaha in 1940. By all accounts he was a true prodigy. In the fourth grade he discovered algebra, and by the end of grammar school he had mastered geometry and calculus and taken up philosophy. While still a teenager he wrote a series of papers that eventually transformed the study of modal logic. One of them earned a letter from the math department at Harvard, which hoped he would apply for a job until he wrote back and declined, explaining, "My mother said that I should finish high school and go to college first". After finishing high school, the college he eventually chose was Harvard.

Kripke was awarded the Schock Prize, philosophy's equivalent of the Nobel. Nowadays, he is thought to be the world's greatest living philosopher.


7. Michael Kevin Kearney: earned his first degree at age 10 and became a reality show Millionaire



24 year-old Michael Kearney became known as the world's youngest college graduate at the age of 10. In 2008, Kearney earned $1,000,000 on the television game show Who Wants to be a Millionaire?

Kearny was born in 1984 and is was known for setting several world records and teaching college at the age of 17.

He spoke his first words at four months. At the age of six months, he said to his pediatrician "I have a left ear infection" and learned to read at the age of ten months. When Michael was four, he was given diagnostic tests for the Johns Hopkins precocious math program and achieved a perfect score. He finished high school at age 6, enrolled at Santa Rosa Junior College graduating at 10 with an Associate of Science in Geology. He is listed in the Guinness Book as the world's youngest university graduate at the age of 10, receiving a bachelor's degree in anthropology. For a while, he also held the record for the world's youngest postgraduate.

But in 2006, he became worldwide famous after reaching the finals on the Mark Burnett/AOL quiz/puzzle game Gold Rush, and became the first $1 million winner in the online reality game.


8. Fabiano Luigi Caruana: a chess prodigy who became the youngest Grandmaster at age 14



Fabulous Fabiano is a 16-year-old chess Grandmaster and chess prodigy with dual citizenship of Italy and the United States.

On 2007 Caruana became a Grandmaster at the age of 14 years, 11 months, 20 days - the youngest Grandmaster in the history of both Italy and the United States. In the April 2009 FIDE list, he has an Elo rating of 2649, making him the world's highest ranked player under the age of 18.


9. Willie Mosconi: played professional Billiards at age 6



William Joseph Mosconi, nicknamed "Mr. Pocket Billiards" was a American professional pocket billiards (pool) player from Philadelphia, Pennsylvania. Willie's father owned a pool hall where he wasn’t allowed to play, but Willie improvised by practicing with small potatoes from his mother's kitchen and an old broomstick. His father soon realized that his son was a child prodigy began advertising challenge matches, and though Willie had to stand on a box in order to reach the table, he beat experienced players many years his senior.

In 1919, an exhibition match was arranged between six-year old Willie and the reigning World Champion, Ralph Greenleaf. The hall was packed, and though Greenleaf won that match, Willie played very well launching his career in professional billiards. In 1924, at the tender age of eleven, Willie was the juvenile straight pool champion and was regularly holding trick shot exhibitions.

Between the years of 1941 and 1957, he won the BCA World Championship of pool an unmatched fifteen times. Mosconi pioneered and employed numerous trick shots, set many records, and helped to popularize the game of billiards. He still holds the officially recognized straight pool high run record of 526 consecutive balls.


10. Elaina Smith: youngest agony aunt aged 7



Her local radio station gave her the job after she rang and offered advice to a woman caller who had been dumped. Elaina’s tip — go bowling with pals and drink a mug of milk — was so good she got a weekly slot and now advises thousands of adult listeners. The littler adviser tackles problems ranging from how to dump boyfriends and how to cope with relationship breakdown to dealing with smelly brothers.

When one listener wrote to Elaina asking how to get a man, she replied: "Shake your booty on the dance floor and listen to High School Musical". Another caller asked how to get her man back, Elaina told her: "He's not worth the heartache. Life's too short to be upset with a boy."






10. Elaina Smith:
ผู้ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตอายุ 7 ขวบ


สถานีวิทยุท้องถิ่นได้เสนองานให้คำ
ปรึกษาปัญหาชีวิตกับหนูน้อย Elaina  เมื่อเธอโทร. เข้ามาให้คำแนะนำกับหญิงสาวคนหนึ่งที่โทร. มาปรึกษาสถานีเรื่องที่เธอถูกแฟนทิ้ง  คำแนะนำง่าย ๆ ของ Elaina คือการบอกให้หญิงสาวผู้นั้นออกไปโยนโบว์ลิ่งกับเพื่อนและก็ดื่มนมสักแก้วนึง โต ๆ และนั่นทำให้เธอได้เวลาจัดรายการแก้ปัญหาชีวิตรายสัปดาห์จากสถานีจนได้รับความนิยมจากผู้ฟังนับพัน  เธอรับปรึกษาตั้งแต่ปัญหาเรื่องจะทิ้งแฟนอย่างไร จะทำยังไงเมื่อเลิกกับแฟน ไปจนกระทั่งปัญหากลิ่นตัวของพี่น้องในบ้าน  

ครั้งหนึ่งได้มีคนฟังโทรศัพท์มาถาม
Elaina ว่าทำยังไงเธอถึงจะได้แฟนของเธอกลับมา หนูน้อยบอกไปว่า "ผู้ชายคนนั้นไม่มีค่าพอที่จะคร่ำครวญถึง ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะไปเศร้าโศกถึงผู้ชายแค่คนเดียว"







9. Willie Mosconi:
เริ่มชีวิตนักบิลเลียดอาชีพเมื่ออายุเพียง 6 ขวบ



William  Joseph  Mosconi
หรือเจ้าของฉายา "Mr. Pocket Billiards"  (pocket billiard = พูล) หนูน้อยจาก  Philadelphia, Pennsylvania มีบิดาเป็นเจ้าของโต๊ะพูลแต่กลับไม่ยอมให้เขาเล่นพูล แต่ Willie ก็ไม่ยอมแพ้โดยเลี่ยงไปฝึกฝนด้วยหัวมันฝรั่งกับด้ามไม้กวาดเก่า ๆ ในครัวของแม่  ไม่นานนักพ่อของเขาก็ได้เห็นความเป็นอัจริยะ จึงได้จัดให้มีการแข่งขันท้าประลองเกิดขึ้น และ Willie ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งที่มีอายุและประสบการณ์เหนือกว่าตนเองมากมายได้ ทั้ง ๆ ที่เขายังต้องยืนบนกล่องต่อขาเพื่อให้สูงถึงโต๊ะจนเล่นได้ก็ตาม

ใน
ปี 1919 ได้มีการจัดการแข่งขันระหว่างหนูน้อย Willie วัย 6 ขวบและแชมป์โลกอย่าง Ralph Greenleaf  แม้ Greenleaf จะเป็นผู้ชนะแต่ Willie ก็เล่นได้ดีมากและทำให้เขาก้าวเข้าสู่วงการบิลเลียดอาชีพตั้งแต่บัดนั้น และในปี 1924 Willie ก็ได้เป็นแชมป์ straight pool (พูล 15 ลูก) เยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 11 ปี และมีงานเดินสายโชว์เทคนิคการเล่นอย่างสม่ำเสมอ

ใน ช่วงปี
1941-1957  Willie ก็ได้ครองแชมป์ BCA (Billiard Congress of America) World Championship   ถึง15 สมัย เป็นผู้ริเริ่มเทคนิคใหม่ ๆ ในการตีบิลเลียด สร้างสถิติมากมาย และยังช่วยทำให้กีฬาบิลเลียดกลายเป็นที่นิยมอีกด้วย ปัจจุบันเขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติสูงสุดในการตีลูกได้ติดต่อกัน ถึง 526 ลูกในการแข่งขัน Straight Pool




80576922.jpg
8. Fabiano Luigi Caruana:  
แกรนมาสเตอร์หมากรุกอายุน้อยที่สุด



Fabiano  
หนุ่มน้อยสองสัญชาติ (อเมริกัน-อิตาลี) ปัจจุบันอายุ 16 ปี เขาได้เป็นแกรนมาสเตอร์ตั้งแต่ปี 2007 ตอนนั้นเขามีอายุเพีย 14 ปี  11 เดือน  20 วัน  ถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดในประวัติศาตร์ของอิตาลีและอเมริกา และเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาสมาพันธ์หมากรุกโลก (World Chess Federation (FIDE)) ได้ประกาศว่า Fabiano นั้นมีอันดับโลกอยู่ที่ 2649 ทำให้เขากลายเป็นนักหมากรุกที่มีอันดับสูงสุดสำหรับรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี







7. Michael Kevin Kearney:
รับปริญญาใบแรกเมื่ออายุ 10 ขวบและกลายเป็นเศรษฐีจากการเล่นเรียลลิตี้โชว์



หนุ่มวัย
24 ผู้นี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยที่อายุน้อยที่สุดในโลก และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเมื่ออายุเพียง 17  

ในปี
2008 เขาชนะ้รางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐจากการเล่นเกมโชว์ที่ชื่อว่า Who Wants to be a Millionaire? นอกจากนี้เขายังทำสถิติโลกไว้อีกหลายอย่าง

Kearney
เริ่มพูดคำแรกเมื่ออายุ 4 เดือน เมื่ออายุได้ 6 เดือน เขาบอกกับกุมารแพทย์ของเขาว่า "ผมติดเชื้อที่หูซ้ายฮะ"  อายุ 10 เดือนก็เริ่มเรียนเขียนอ่าน อายุ 4 ขวบได้เข้าร่วมการทดสอบทางคณิตศาสตร์ของสถาบัน Johns Hopkins และได้คะแนนเต็ม เรียนจบไฮสคูลเมื่ออายุ 6 ขวบ และเข้าเรียนที่ Santa Rosa Junior College จนจบปริญญาเมื่ออายุ 10 ขวบ

ในปี
2006 ชื่อเสียงของเขาดังไปทั่วโลกเมื่อเขาเล่นเกมออนไลน์ Gold Rush จนชนะและได้รางวัล 1 ล้านเหรียญเป็นคนแรก







6. Saul Aaron Kripke:
Harvard(มหาวิทยาลัยอันดับ1ของโลก) เชิญให้ไปสมัครเป็นอาจารย์ขณะที่ยังเรียนไฮสคูล


Kripke
เป็นลูกชายของพระแรบไบ เกิดที่นิวยอร์คและโตที่ Omaha  รัฐ Nebraska เริ่มศึกษาพีชคณิตเมื่อตอนอยู่เกรด 4 และพอจบชั้นประถมก็เรียนรู้เรขาคณิตและแคลคิวลัสจนทะลุปรุโปร่ง และเริ่มหันไปให้ความสนใจกับปรัชญา

Kripke
เขียนบทความหลายชิ้นทั้งในเรื่องของอรรถศาสตร์ (semantics) และตรรกวิทยาแบบ modal logic ในขณะที่มีอายุเพียง 16 ปี และหนึ่งในผลงานด้านตรรกวิทยานั้นทำให้เขาได้รับจดหมายเชิญจากภาควิชา คณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เชิญชวนให้เขาไปสมัครเป็นอาจารย์ ซึ่งเขาก็ได้เขียนตอบปฎิเสธไปว่า "แม่ผมบอกว่าให้ผมเรียนให้จบไฮสคูลและมหาวิทยาลัยเสียก่อนดีกว่า" และเมื่อเขาเรียนจบไฮสคูลเขาก็เลือกเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ด

Kripke
ได้รับรางวัล Shock Prize ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านปรัชญาที่เทียบได้กับรางวัลโนเบล ปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่







5.  Aelita  Andre :
หนูน้อยที่มีผลงานภาพออกแสดงในแกลลอรี่มีชื่อเสียง ด้วยวัยเพียง 2 ขวบ


ศิลปินแนว
Abstract อายุเพียง 2 ขวบผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลที่ชาวออสเตรเลียกล่าวถึงเป็นอันมาก เมื่อผลงานของเธอได้ออกแสดงใน Brunswick Street Gallery ใน Melbourne's Fitzroy

Mark Jamieson  
ผู้อำนวยการของแกลลอรี่ดังกล่าวได้เห็นภาพที่ Nikka Kalashnikova นักถ่ายภาพคนหนึ่งที่มีงานแสดงในแกลลอรีนำมาให้ดูและเขาก็ชอบจนตกลงใจที่จะ จัดการแสดงภาพเหล่านั้น จนเมื่อได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานในนิตยสารต่าง ๆ แล้ว เขาจึงได้ทราบว่าเจ้าของผลงาน คือลูกสาวของ Kalashnikova นั่นเอง และมีอายุเพียง 22 เดือน แม้ Jamieson รู้สึกอับอายไม่น้อย แต่ก็ตัดสินใจที่จะแสดงผลงานของหนูน้อยต่อไป







4. Cleopatra  Stratan :
นักร้องเด็กอายุเพียง 3 ขวบ มีรายได้ 1,000 ยูโรต่อเพลง (47,000-48,000 บาท)



Clepotra
เกิดเมื่อ 6 ตุลาคม  2002 ที่เมืองคีชีเนา ประเทศมอลโดวา เป็นลูกสาวของนักร้องเชื้อสายมอลโดวา-โรมาเนีย เธอเป็นนักร้องอายุน้อยที่สุดที่ประสบความสำเร็จด้วยอัลบั้มในปี 2006 ของเธอที่ชื่อว่า"At the age of 3" และยังเป็นเจ้าของสถิติศิลปินอายุน้อยที่สุดที่เปิดการแสดงสดตลอด 2 ชั่วโมงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก  เป็นศิลปินเด็กที่ค่าตัวสูงสุด เป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่จะได้รับรางวัล MTV และเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่มีเพลงติดชาร์ตอันดับหนึ่งในประเทศโรมาเนีย
http://www.youtube.com/watch?v=GDq-E708lHU
 
( ลองเข้าไปฟังเพลงของเธอได้ ตามลิ้งค์ด้านบนเลยค่ะ ^^ )

 
 
 
 

 
 
3.  Akrit  Jaswal :
ศัลยแพทย์อายุ 7 ขวบ
 
 
 
Akrit  Jaswal เป็นชาวอินเดีย และได้รับการขนานนามว่า "เด็กผู้ชายที่ฉลาดที่สุดในโลก" เพราะ
มี IQ ถึง 146 และได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในเด็กที่อายุเท่า ๆ กันในอินเดีย ประเทศที่มีประชากรนับพันล้านคน  

Akrit กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณะในปี 2000
เมื่อเขาได้ทำการรักษาคนไข้คนแรกที่บ้านของเขาเองเมื่อมีอายุเพียง 7 ขวบ คนไข้เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบ มีฐานะยากจนไม่มีเงินพอที่จะไปหาหมอได้ มือของเธอถูกไฟลวกทำให้นิ้วมือกำแน่นติดกัน  Akrit ในตอนนั้นยังไม่ได้เรียนแพทย์อย่างเป็นทางการและยังไม่มีประสบการณ์ในการผ่า ตัดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เขาก็สามารถทำให้นิ้วมือของเด็กหญิงคลายออกมาได้และใช้มือได้เป็นปกติอีก ครั้ง  ขณะนี้ Akrit  กำลังเรียนปริญญาตรีวิทยาศาสตร์อยู่ที่ วิทยาลัย Chandigarh และเป็นนักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดที่มหาวิทยาลัยอินเดียเคยรับเข้าเรียน
 
 
 
 

 
 
2. Gregory Smith:
ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่ออายุ เพียง 12 ปี
 
 
 
Gregory เกิดในปี 1990
อ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 10 ขวบ  ความเป็นอัจฉริยะของเขานั้นยังไม่ได้ครึ่งของเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนี้ เมื่อเขาตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรณรงค์เรื่องสันติภาพและสิทธิ เด็ก  

Gregory Smith
เป็นผู้ก่อตั้ง International Youth Advocates ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนหลักการแห่งสันติภาพและความเข้าอกเข้าใจในระหว่างเยาวชนทั่วโลก เขาเคยได้พบกับผู้นำคนสำคัญอย่าง Bill Clinton และ Mikhail  Gorbachev และยังเคยปฐกถาต่อหน้าที่ประชุม UN อีกด้วย

จากการทำงานด้านมนุษยธรรมนี้
ทำให้เขาได้ถูกเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 4 ครั้ง แต่ความสำเร็จครั้งล่าสุดที่เขาเพิ่งได้รับคือ...มีใบขับขี่เป็นของตัวเองได้ซะทีนั่นเอง 
 
 
 
 

 
 
1. Kim Ung-Yong:
เข้ามหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 4 ขวบ จบปริญญาเอกตอนอายุ 15 และมี IQ สูงที่สุดในโลก
 
 
 
Kim Ung-Yong เกิดในปี 1962 และอาจจะถือได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ โดย Guinness Book of World Records ได้บันทึกว่า
เขามี IQ สูงที่สุดในโลกคือสูงกว่า 210

คิมอ่านภาษาญี่ปุ่น เกาหลี  เยอรมัน และอังกฤษ ได้ตั้งแต่ 4 ขวบ
ตอนวันเกิดครบ 5 ขวบ เขาก็สามารถแก้โจทย์แคลคิวลัส (differential and integral calculus) ที่ซับซ้อนได้ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ไปออกรายการทีวีญี่ปุ่นแสดงสามารถทางภาษาจีน  สเปน เวียดนาม ตากาลอก  เยอรมัน อังกฤษ  ญี่ปุ่น และเกาหลี

คิม เป็นนักเรียนรับเชิญในชั้นเรียนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Hanyang ตั้งแต่อายุ 3 - 6 ขวบ พออายุ 7 ขวบ NASA ได้เชิญเขาไปอเมริกาและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Colorado ในปี 1974 จนได้ Ph.D ด้านฟิสิกส์ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมีอายุครบ 15 เสียอีก
ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มทำงานวิจัยที่ NASA ด้วย และทำต่อมาตลอดจนกระทั่งเขากลับเกาหลีในปี 1978 และได้ตัดสินใจเปลี่ยนสาขาจากฟิสิกส์ไปเป็นวิศวกรรมโยธาและได้ศึกษาจนได้รับ ปริญญาเอกอีกเช่นกัน 

7月7日

Home - Sleeper one

ทางเดินสุดไกลแค่ไหนก็ไป
ยังมีอีกไกลให้เราชื่นชม
แดนสวรรค์ช่างกว้างใหญ่
ยังรอให้เราได้รื่นรมย์
ไม่ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน

จะไปให้สุดฟ้าแค่ไหนก็ไป
แม้จะห่างไกลแค่ไหนก็ตาม
ภูผาจะสูงซักเท่าไหร่
แผ่นดินที่ไหนให้งดงาม
จะขอเดินทางไปตรงนี้

*ฟ้าที่ฝันนั้นรออยู่ คงไม่ไกล
ทะเลทิวผานับพันหมื่น เราจะตามหา

**ไปจนสุดฟ้าไกล ใจไม่เคยหวั่น
เราอาจจะพบเจอ ทะเลที่สวยงาม
เธออาจได้เห็นเขา หมู่ดาวที่พร่างพราว
ที่ปลายฟ้า

**ไปจนสุดฟ้าไกล ใจไม่เคยหวั่น
เราอาจได้พบเจอ ทะเลที่สวยงาม
เธออาจะได้เห็นเขา หมู่ดาวที่พร่างพราว
ที่ปลายฟ้า .... ที่เธอไม่เคยเห็น

ทางเดินสุดไกลแค่ไหนก็ไป
ยังมีอีกไกลให้เราชื่นชม
แดนสวรรค์ช่างกว้างใหญ่
ยังรอให้เราได้รื่นรมย์
ไม่ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน

จะไปให้สุดฟ้าแค่ไหนก็ไป
แม้จะห่างไกลแค่ไหนก็ตาม
ภูผาจะสูงซักเท่าไหร่
แผ่นดินที่ไหนให้งดงาม
จะขอเดินทางไปตรงนี้

*ฟ้าที่ฝันนั้นรออยู่ คงไม่ไกล
ทะเลทิวผานับพันหมื่น เราจะตามหา

**ไปจนสุดฟ้าไกล ใจไม่เคยหวั่น
เราอาจจะพบเจอ ทะเลที่สวยงาม
เธออาจได้เห็นเขา หมู่ดาวที่พร่างพราว
ที่ปลายฟ้า

**ไปให้สุดฟ้าไกล ใจไม่เคยหวั่น
เราอาจได้พบเจอ ทะเลที่สวยงาม
เธออาจจะได้เห็นเขา หมู่ดาวที่พร่างพราว
ที่ปลายฟ้า .... ที่เธอไม่เคยเห็น

เพียงเดินตาม รอยทางของเรา
เพียงเดินตาม รอยทางของ....   เนวิเกเตอร์